Google ใช้ข้อมูลตำแหน่งอย่างไร

Google ใช้ข้อมูลตำแหน่งทำไม

นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google อธิบายวิธีที่ Google จัดการข้อมูลซึ่งรวมถึงตำแหน่งเมื่อคุณใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของ Google หน้านี้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลตำแหน่งที่เรารวบรวมและวิธีที่คุณจะควบคุมข้อมูลนี้ได้

Google ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการมอบประสบการณ์ใช้งานที่เป็นประโยชน์และมีความหมาย และข้อมูลตำแหน่งก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงเส้นทางการขับขี่ ผลการค้นหาที่รวมสิ่งที่อยู่ใกล้คุณ ไปจนถึงช่วงเวลาที่ร้านอาหารมักมีคนแน่น ตำแหน่งจะช่วยให้ประสบการณ์ในบริการต่างๆ ของ Google เกี่ยวข้องกับคุณและเป็นประโยชน์มากขึ้น ข้อมูลนี้ยังช่วยในเรื่องฟังก์ชันหลักของผลิตภัณฑ์อีกด้วย เช่น แสดงเว็บไซต์เป็นภาษาที่ถูกต้องหรือคอยช่วยรักษาความปลอดภัยให้บริการของ Google

Google รู้ตำแหน่งของฉันได้อย่างไร

คุณอาจให้ข้อมูลตำแหน่งประเภทต่างๆ แก่ Google ซึ่งจำเป็นต่อการให้บริการและทำให้บริการมีประโยชน์สำหรับคุณมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่ใช้และการตั้งค่าที่เลือก ตำแหน่งอาจมาจากสัญญาณแบบเรียลไทม์ เช่น ที่อยู่ IP หรือตำแหน่งอุปกรณ์ รวมถึงกิจกรรมที่ผ่านมาในเว็บไซต์และบริการต่างๆ ของ Google ด้วย ซึ่งใช้เพื่อปรับแต่งประสบการณ์ให้สอดคล้องกับบริบทของคุณ เราได้รับข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งด้วยวิธีการหลักๆ ดังต่อไปนี้

จากที่อยู่ IP ของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะกำหนดที่อยู่ IP (เรียกอีกอย่างว่าที่อยู่อินเทอร์เน็ต) ให้กับอุปกรณ์ของคุณ และเป็นข้อกำหนดในการใช้อินเทอร์เน็ต ระบบจะใช้ที่อยู่ IP ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์กับเว็บไซต์และบริการต่างๆ ที่คุณใช้ ที่อยู่ IP จะอิงจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์คร่าวๆ ซึ่งหมายความว่าเว็บไซต์ที่คุณใช้ซึ่งรวมถึง google.com อาจได้รับข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ทั่วไปที่คุณอยู่

Google ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งของพื้นที่ทั่วไปที่คุณอยู่นี้เพื่อให้บริการพื้นฐานบางอย่างได้เช่นเดียวกับบริการอินเทอร์เน็ตต่างๆ การประมาณตำแหน่งพื้นที่ทั่วไปที่คุณอยู่ช่วยให้ Google แสดงผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องได้ รวมถึงรักษาบัญชีของคุณให้ปลอดภัยโดยการตรวจจับกิจกรรมที่ผิดปกติ เช่น การลงชื่อเข้าใช้จากเมืองใหม่ เป็นต้น

จากกิจกรรมของคุณที่ผ่านมา

ขณะที่คุณใช้บริการ เราอาจอนุมานว่าคุณสนใจสถานที่หนึ่งๆ แม้ว่าอุปกรณ์จะไม่ได้บอกตำแหน่งของคุณอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น หากคุณค้นหาคำว่า “ร้านกาแฟแถวพญาไท” เราอาจคาดคะเนว่าคุณต้องการดูข้อมูลสถานที่แถวพญาไท แล้วแสดงผลการค้นหาร้านกาแฟที่อยู่ในพื้นที่นี้ กิจกรรมบางรายการ เช่น การค้นหาก่อนหน้า อาจมีข้อมูลพื้นที่ทั่วไปที่คุณเคยไปอยู่ตรงนั้นในเวลานั้น โดยขึ้นอยู่กับการตั้งค่า ข้อมูลประเภทนี้อาจจัดเก็บไว้ในบัญชีของคุณและใช้เป็นอินพุตอย่างหนึ่งในการตัดสินว่าคุณยังอยู่แถวพญาไทหรือไม่เมื่อทำการค้นหาเพิ่มเติมในเวลาต่อมา

จากสถานที่ที่มีการติดป้ายกำกับ

คุณยังเลือกที่จะระบุสถานที่ที่มีความสำคัญกับคุณได้ด้วย เช่น บ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งจะช่วยให้คุณทำสิ่งต่างๆ อย่างการดึงข้อมูลเส้นทางได้เร็วขึ้นโดยการดึงที่อยู่บ้านและที่ทำงานโดยอัตโนมัติ ข้อมูลนี้ยังอาจใช้ในการปรับผลการค้นหาที่เราแสดงแก่คุณ ดูข้อมูลเพิ่มเติม

จากอุปกรณ์ของคุณ

อุปกรณ์หลายประเภท เช่น โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ จะระบุตำแหน่งที่แน่นอนของตัวเองได้ คุณสามารถอนุญาตให้ Google และแอปอื่นๆ ให้บริการฟีเจอร์ที่มีประโยชน์โดยอิงจากตำแหน่งของอุปกรณ์ เช่น หากต้องรีบไปให้ทันนัดเพื่อน คุณอาจต้องใช้แอปนำทางเพื่อขอเส้นทางที่เร็วที่สุดไปยังจุดหมาย และอาจต้องเปิดตำแหน่งของอุปกรณ์ รวมถึงให้สิทธิ์เข้าถึงตำแหน่งแก่แอปนั้นเพื่อดูเส้นทางแบบเลี้ยวต่อเลี้ยว หรือสำหรับการค้นหาอย่าง “ร้านกาแฟ”, “ป้ายรถเมล์” หรือ “เอทีเอ็ม” โดยทั่วไปแล้ว ผลการค้นหาจะเป็นประโยชน์มากขึ้นเมื่อรู้ตำแหน่งที่แน่นอน

ในอุปกรณ์ Android หากคุณเลือกเปิดตำแหน่งอุปกรณ์ คุณจะใช้ฟีเจอร์ เช่น การนำทางรวมถึงการให้สิทธิ์การเข้าถึงตำแหน่งปัจจุบันแก่แอป หรือหาโทรศัพท์ของคุณได้ และยังเลือกได้ว่าจะให้สิทธิ์การเข้าถึงตำแหน่งของอุปกรณ์แก่แอปใดบ้างด้วยการควบคุมง่ายๆ ที่ให้คุณให้หรือยกเลิกสิทธิ์ของแต่ละแอปได้ ใน Android คุณจะเห็นเมื่อแอปขอใช้ตำแหน่งที่อิงจาก GPS เมื่อด้านบนของหน้าจอแสดง "ตำแหน่ง" ดูข้อมูลเพิ่มเติม

บริการตำแหน่งของ Google

Google ในฐานะผู้ให้บริการตำแหน่งเครือข่ายให้บริการที่เรียกว่าบริการตำแหน่งของ Google (GLS) ในอุปกรณ์ Android ส่วนใหญ่ แต่ใน Android 9 ขึ้นไป บริการนี้จะเรียกว่าความแม่นยำของตำแหน่งของ Google บริการนี้มุ่งให้ข้อมูลตำแหน่งอุปกรณ์ที่แม่นยำยิ่งขึ้นและปรับปรุงความแม่นยำของตำแหน่งโดยทั่วไป โทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่มี GPS ซึ่งใช้สัญญาณจากดาวเทียมในการระบุตำแหน่งของอุปกรณ์ แต่บริการตำแหน่งของ Google นั้นอาจรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจาก Wi-Fi ในบริเวณใกล้ๆ เครือข่ายมือถือ และเซ็นเซอร์อุปกรณ์ด้วยเพื่อระบุตำแหน่งของอุปกรณ์ การตั้งค่านี้ทำงานโดยการรวบรวมข้อมูลตำแหน่งจากอุปกรณ์เป็นระยะๆ และนำมาใช้โดยไม่ระบุตัวบุคคลเพื่อปรับปรุงความแม่นยำของตำแหน่ง

คุณปิดใช้บริการตำแหน่งของ Google ได้ทุกเมื่อในการตั้งค่าตำแหน่งของอุปกรณ์ ตำแหน่งของอุปกรณ์จะยังทำงานต่อแม้ว่าคุณปิด GLS แล้วก็ตาม แต่อุปกรณ์จะอาศัยเพียง GPS ในการประมาณตำแหน่งอุปกรณ์ให้กับแอปที่มีสิทธิ์ที่จำเป็น บริการตำแหน่งของ Google ไม่ใช่การตั้งค่าตำแหน่งของอุปกรณ์ ดูข้อมูลเพิ่มเติม

การตั้งค่าและสิทธิ์ใน Android เป็นสิ่งที่ควบคุมว่าจะใช้เซ็นเซอร์ของอุปกรณ์ (เช่น GPS) หรือตำแหน่งตามเครือข่าย (เช่น GLS) ในการระบุตำแหน่งได้หรือไม่ และมีแอปใดบ้างที่จะเข้าถึงตำแหน่งได้ ซึ่งไม่มีผลต่อวิธีการอื่นๆ ที่เว็บไซต์และแอปต่างๆ อาจจะใช้ประมาณตำแหน่ง เช่น จากที่อยู่ IP ของคุณ

ระบบบันทึกตำแหน่งในบัญชี Google อย่างไร

Google อาจบันทึกข้อมูลตำแหน่งไว้ในบัญชี Google ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และบริการของ Google ที่คุณใช้และการตั้งค่าที่คุณกำหนด ที่จัดเก็บทั่วไป 2 แห่งที่ระบบอาจบันทึกข้อมูลนี้ไว้คือ ประวัติตำแหน่งและกิจกรรมบนเว็บและแอป

Google ประวัติตำแหน่ง

หากคุณเลือกใช้ประวัติตำแหน่งและอุปกรณ์รายงานตำแหน่งอยู่ ระบบจะรวบรวมและจัดเก็บตำแหน่งของอุปกรณ์ที่ลงชื่อเข้าใช้แม้ว่าคุณไม้ได้กำลังใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของ Google อยู่ก็ตาม นี่จะช่วยสร้างไทม์ไลน์ซึ่งเป็นที่เก็บประวัติตำแหน่ง และอาจใช้ในการสร้างคำแนะนำใน Google ในอนาคต คุณตรวจสอบ แก้ไข และลบข้อมูลที่บันทึกอยู่ในไทม์ไลน์ได้ทุกเมื่อ

การเปิดประวัติตำแหน่งจะช่วยให้คุณได้ใช้บริการของ Google ที่ปรับเปลี่ยนในแบบของคุณมากขึ้น เช่น ร้านอาหารแนะนำใน Google Maps ที่อิงจากร้านที่เคยไป ข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับเวลาที่ควรออกเดินทางกลับบ้านหรือออกไปทำงานเพื่อเลี่ยงรถติด และอัลบั้มที่สร้างใน Google Photos โดยอัตโนมัติจากสถานที่ที่เคยไป

หากต้องการดูว่าได้เปิดประวัติตำแหน่งไว้หรือไม่ ให้ไปที่ส่วนควบคุมกิจกรรม ระบบอาจขอให้คุณลงชื่อเข้าใช้ คุณดูได้ว่าการตั้งค่านี้เปิดอยู่หรือไม่จากส่วนนี้ แม้ว่าคุณจะหยุดการรวบรวมข้อมูลประวัติตำแหน่งใหม่ไว้ชั่วคราวแล้ว แต่ระบบจะยังจัดเก็บข้อมูลประวัติตำแหน่งที่ผ่านมาไว้จนกว่าคุณจะลบออก ดูข้อมูลเพิ่มเติม

หากคุณลบข้อมูลประวัติตำแหน่ง คุณอาจยังมีข้อมูลตำแหน่งอื่นๆ อยู่ที่อื่น เช่น ในกิจกรรมบนเว็บและแอป

กิจกรรมบนเว็บและแอป

หากเปิดใช้กิจกรรมบนเว็บและแอป ระบบจะบันทึกการค้นหาและกิจกรรมจากบริการอื่นๆ ของ Google ไว้ในบัญชี Google กิจกรรมที่บันทึกไว้ในกิจกรรมบนเว็บและแอปอาจมีข้อมูลตำแหน่งด้วย ตัวอย่างเช่น หากคุณพิมพ์คำว่า "สภาพอากาศ" ใน Search และเห็นผลการค้นหาสภาพอากาศในตำแหน่งที่คุณอยู่ ระบบจะบันทึกกิจกรรมซึ่งรวมตำแหน่งที่ใช้ในการแสดงผลการค้นหานี้ไว้ในกิจกรรมบนเว็บและแอป ตำแหน่งที่ใช้และจัดเก็บไว้ในกิจกรรมบนเว็บและแอปอาจมาจากสัญญาณต่างๆ เช่น ที่อยู่ IP ของอุปกรณ์ กิจกรรมที่ผ่านมา หรือจากอุปกรณ์หากคุณได้เลือกเปิดการตั้งค่าตำแหน่งของอุปกรณ์เอาไว้

การเปิดการตั้งค่ากิจกรรมบนเว็บและแอปช่วยให้เราแสดงผลการค้นหาที่เป็นประโยชน์มากขึ้น โฆษณาที่ตรงตามความต้องการมากขึ้น และคำแนะนำที่ปรับให้เหมาะกับคุณมากขึ้น เช่น เมื่อคุณเห็นการค้นหาที่แนะนำโดยอัตโนมัติซึ่งอิงจากการค้นหาที่ผ่านมา คุณตรวจสอบและลบข้อมูลในกิจกรรมบนเว็บและแอปได้ หรือจะหยุดชั่วคราวในบัญชี Google ก็ได้ การหยุดกิจกรรมบนเว็บและแอปชั่วคราวเป็นการหยุดบันทึกการค้นหาและกิจกรรมในอนาคตในบริการอื่นๆ ของ Google แม้ว่าคุณจะลบข้อมูลกิจกรรมบนเว็บและแอป แต่ก็อาจยังมีข้อมูลตำแหน่งบันทึกไว้ที่อื่น อย่างเช่นในประวัติตำแหน่ง

หากต้องการดูว่าเปิดกิจกรรมบนเว็บและแอปไว้หรือไม่ ให้ไปที่ส่วนควบคุมกิจกรรม ระบบอาจขอให้คุณลงชื่อเข้าใช้ คุณดูได้ว่าการตั้งค่านี้เปิดอยู่หรือไม่จากส่วนนี้ ดูข้อมูลเพิ่มเติม

ระบบใช้ตำแหน่งในการแสดงโฆษณาอย่างไร

โฆษณาอาจแสดงโดยอิงจากตำแหน่งทั่วไปของคุณ ซึ่งอาจเป็นตำแหน่งที่มาจากที่อยู่ IP ของอุปกรณ์ คุณยังอาจเห็นโฆษณาที่อิงจากกิจกรรมในบัญชี Google ด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าการปรับเปลี่ยนโฆษณาในแบบของคุณ กิจกรรมดังกล่าวรวมถึงกิจกรรมที่จัดเก็บไว้ในกิจกรรมบนเว็บและแอป ซึ่งอาจใช้เพื่อแสดงโฆษณาที่มีประโยชน์ยิ่งขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่งคือหากคุณเปิดใช้ประวัติตำแหน่งไว้และมักเดินทางไปที่สกีรีสอร์ท คุณก็อาจเห็นโฆษณาอุปกรณ์สกีระหว่างที่ดูวิดีโอใน YouTube Google ยังใช้ประวัติตำแหน่งในลักษณะของข้อมูลแบบรวมที่ไม่ระบุตัวผู้ใช้ที่เลือกเปิดใช้ฟีเจอร์นี้ เพื่อช่วยผู้ลงโฆษณาวัดผลว่าแคมเปญโฆษณาออนไลน์ช่วยเพิ่มการเยี่ยมชมหน้าร้านหรือกิจการจริงๆ ได้บ่อยเพียงใด เราไม่แชร์ประวัติตำแหน่งหรือข้อมูลอื่นๆ ที่ระบุตัวบุคคลได้กับผู้ลงโฆษณา

คุณเป็นผู้ควบคุมข้อมูลที่จัดเก็บในบัญชี Google และปิดโฆษณาที่ปรับตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ได้ทุกเมื่อ เมื่อปิดการปรับเปลี่ยนโฆษณาในแบบของคุณ Google จะไม่ใช้ข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในบัญชี Google เพื่อแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับคุณมากขึ้น